มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 2
December 6, 2008
กลับมาดูทิศทางแสงเฉียงกันอีกครั้ง อย่างที่บอกมาแล้วว่าภาพที่ได้จะดูมีมิติมากขึ้น ภาพของต้นไม้ก็จะเห็นลำต้นมีโทน สว่างและโทนมืด ภาพของภูเขาก็จะเห็นส่วนสว่างและส่วนมืด ลักษณะภาพแบบนี้ทำให้เกิดมิติของสิ่งที่ประกอบอยู่ภายใน ภาพ ซึ่งทิศทางแสงแบบนี้เราจะต้องให้แสงส่องมาด้านข้าง แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองมาถ่ายภาพย้อนแสงดูบ้าง ลักษณะภาพก็จะคล้ายๆกับการถ่ายภาพโครงทึบ ต่างกันแต่เพียงว่าเราจะต้องวัดแสงให้เห็นรายละเอียดของส่วนประกอบ ของภาพมากขึ้น เราจะต้องเน้นการตัดกันระหว่างจุดเด่นกับฉากหลังให้มีความเปรียบต่างมากขึ้น และในบางครั้งเราก็ อาจจะต้องใช้เงาทึบของจุดเด่นมาช่วยสร้างมิติที่สามของภาพจากการใช้เส้นนำสายตาเข้ามาช่วยอีกก็ได้
แสงที่เหมาะกับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์นั้นอยู่ในทุกช่วงเวลาที่เริ่มปรากฏแสงทองส่องฟ้า ไปจนถึงแสงอาทิตย์อัศดง แสง ในช่วงฟ้าสางและใกล้ค่ำภาพส่วนใหญ่จะได้รับแสงที่มีโทนสีอุ่น (Warm Tone) และทิศทางแสงจะเป็นทิศทาง ย้อนแสงตรงๆ ลักษณะภาพที่เรานิยมถ่ายภาพส่วนใหญ่คงไม่พ้นแนว “ภาพโครงทึบ (Silhouette)” ด้วย ปริมาณแสงที่ยังไม่มากนัก และสีสันของแสงที่มีอุณหภูมิแสงต่ำกว่า Daylight ทำให้เกิดเป็นแสงสีเหลือง สีส้ม สี แดง ซึ่งล้วนแต่เป็นสีสันที่ร้อนแรงและดูสะดุดตา แนวภาพโครงทึบนี้จะดูให้สวยอย่างยิ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับช่วงจังหวะโอกาสที่ ธรรมชาติสร้างให้
จากภาพแนวโครงทึบพอแสงเริ่มสว่างขึ้น ทิศทางแสงเริ่มเป็นแนวเฉียง ทิศทางแสงแบบนี้เป็นทิศทางแสงที่สร้างสิ่งต่างๆที่ ประกอบเป็นภาพวิวทิวทัศน์นั้นมีมิติมากขึ้น นอกจากทิศทางแสงเฉียงที่ช่วยสร้างมิติแล้ว ยังช่วยให้อารมณ์ของภาพดู อบอุ่นจากอุณหภูมิแสงที่ยังไม่สูง ภาพจะได้สีในโทนอุ่น การเน้นอารมณ์ภาพในช่วยนี้จึงดูอบอุ่นสบายๆก็จากอุณหภูมิแสง ช่วยนี่แหละ
ภาพย้อนแสงที่นิยมกันมากในการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์อีกก็คือ การถ่ายภาพน้ำตกย้อนแสง เพราะนำเมื่อมองย้อนแสงแล้ว ให้ฉากหลังมีสีเข้ม จะเห็นความโปร่งใสสวยงามของสายน้ำได้ดี อารมณ์ที่ได้จากภาพในแนวนี้จะมีความสดใส ดูสนุก สนาน และแฝงไปด้วยความลึกลับอีกด้วย การถ่ายภาพสายน้ำย้อนแสงนั้นอย่าลืมว่าฉากหลังจะต้องมีความเข้ม เพื่อเน้นให้ เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน ลักษณะของภาพน้ำตกในแนวนี้จะต้องใช้ความชำนาญร่วมกับความเร็วชัตเตอร์ด้วย การใช้ความ เร็วชัตเตอร์ที่ต่ำมากจนเกินไป สายน้ำตกแทนที่เราจะเห็นเป็นสายแสดงความเคลื่อนไหว กับกลายเป็นก้อนสีขาวๆปะอยู่ บนหน้าผา และความโปร่งใสก็จะกลายเป็นความ Over เป็นจุดๆภายในภาพ ดังนั้นภาพน้ำตกในลักษณะนี้เราควรให้ ความเร็วชัตเตอร์ที่ช้าไม่มากนัก เพื่อเน้นให้เกิดเส้นสายของสายน้ำที่กำลังแสดงความเคลื่อนไหว หรือไม่ก็ใช้ความเร็ว ชัตเตอร์เร็วๆไปเลย เพื่อให้เกิดอารมณ์รุนแรง กระแทกกระทั้นอย่างเมามัน
เมื่อพ้นจากช่วงเช้าๆเย็นๆที่มีทิศทางแสงเฉียงแล้ว ถ้าเราต้องถ่ายภาพกันทั้งวันหละ ทิศทางแสงอื่นๆเราก็สามารถถ่ายภาพ ให้สวยได้หรือเปล่า…? คำถามยอดฮิตติดลมบนแบบนี้ได้ยินกันบ่อย คำตอบก็คือได้ครับ แต่อาจจะมีความเหมาะ สมในแต่ละสถานที่และในแต่ละฤดูกาลมากกว่า เรามาดูการถ่ายภาพด้วยทิศทางแสงบน (Top Light) กันบ้าง หากเราต้องถ่ายภาพในช่วงเวลานี้ มิติของภาพจากแสงเงาจะน้อยลง หรือแทบจะหามิได้เลย ภาพในลักษณะนี้เราจึงต้อง ใช้ทฤษฎีโทนสีเข้ามาใช้ โทนสีวรรณะอุ่น (Warm Tone) อยู่ด้านหน้าทำให้ดูมีมิติใกล้ตัว แล้วให้โทนสีวรรณะ เย็น (Cool Tone) อยู่ด้านหลังเพื่อให้เกิดมิติไกลตัว ซึ่งถ้ามีโอกาสจะหยิบมาเล่าให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้เรามาว่ากันต่อในเรื่องมุมมองที่ทำให้เกิดเป็นศิลปะจาก การถ่ายภาพ Landscape กันต่อดีกว่า
ศิลปะที่ว่านี้เป็นการสร้างสรรค์งานให้ผู้ดูภาพได้รับแนวความคิดตามที่คนถ่ายภาพๆได้ถ่ายทอดออกมา โดยใช้มุมมองที่ คนทั่วไปไม่ทันสังเกต แต่เมื่อได้บันทึกภาพนั้นออกมาแล้ว จะเป็นภาพที่ดูสวยงามอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มุมมองการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์นั้นพอจะมีหลักการง่ายในแบบฉบับนักจิตวิทยาผสมกับจินตนาการทางศิลปะอยู่หลายเรื่อง ด้วยกัน
เรื่องแรกเลยก็คือ “การสร้างมิติให้กับภาพ” ภาพที่บันทึกออกมานั้นสามารถหลอกสายตาให้ผู้ดูภาพเกิดจินตนาการได้ ว่า ภาพนั้นมีความลึกหรือมีระยะใกล้, ระยะกลาง และระยะไกล จากความรู้ที่พวกเราได้ทราบมาว่า การถ่ายภาพ Landscape นั้นจะต้องถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้าง และจะต้องใช้รูรับแสงแคบๆ เหตุผลก็เพื่อสร้างให้ภาพ Landscape นั้นมีความชัดลึกตลอดทั้งภาพ จากวิธีการถ่ายภาพแบบนี้หากเราเพียงแค่ยกกล้องขึ้นแล้วกดชัตเตอร์ ภาพที่ได้จะมีความชัดลึกไปตลอดทั้งภาพตามที่ต้องการ เพียงแต่ว่าวิธีนี้อาจจะไม่ช่วยให้เกิดจิตนาการในเรื่องมิติของภาพ
การสร้างมิติของภาพวิวทิวทัศน์นี้ทำได้ได้หลายวิธีด้วยกัน แต่หลักๆแล้วก็อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า เราจะต้อง หาระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกลให้ได้ซะก่อน ซึ่งก็เป็นที่มาของเรื่องการหาฉากหน้า ประกอบกับการสร้างจุดเด่น ด้วยโทนสี และอาจจะรวมไปถึงการใช้เส้นในจินตนาการ ฉบับนี้เรามาว่ากันให้ครบทุกๆเรื่องกันซะเลยดีไหม๊ ?
“ฉากหน้า” มีไว้ทำไม…? บางคนก็ว่าไม่ดูรกเกินไปหรือ…? การมีฉากหน้าจะเป็นการสร้างฉากกำบัง ให้ดูเหมือนว่าเรากำลังมองไปเห็นความสวยงามที่อยู่ในระยะไกล ซึ่งในสภาพความเป็นจริงนั้นเราอาจจะต้องมองผ่านสิ่ง กีดขวางต่างๆที่เราไม่ได้ให้ความสนใจในขณะนั้น เพราะเรากำลังดูภาพที่มีความเคลื่อนไหว การมีฉากหน้าจะทำให้เราดู เหมือนว่า จุดเด่นของภาพที่อยู่ไกลออกไปนั้นมีระยะทางห่างไกลจากเราเท่าไร แม้ว่าภาพ Landscape ของเรา นั้นจะมีความชัดลึกตลอดทั้งภาพ แต่การที่มีสิ่งกีดขวางสายตาซึ่งอยู่ตรงหน้าเรานั้น ก็ถือเป็นการสร้างเรื่องราวให้ภาพ เกิดจินตนาการแก่คนที่ได้ชมภาพ ลองคิดดูในอีกมุมมองหนึ่งจะเห็นว่า หากเราถ่ายภาพมาเฉพาะจุดเด่นตามที่เราต้องการ เช่น เราถ่ายภาพทะเลหมอกแบบจะจะ คนที่มองภาพก็ดูเหมือนว่าที่นี่มีแต่ทะเลหมอก แล้วเรามองเห็นกันใกล้ๆแบบนี้เลย หรือ จิตนาการแบบนี้ทำให้คนดูภาพแล้วไม่เกิดมิติ แต่ถ้าเราลองมีต้นหญ้าเป็นฉากหน้าบ้าง จะเห็นได้ว่าทะเลมองที่สวย งามนั้น อยู่ไกลจากเรามากน้อยเพียงใด คนดูภาพสามารถสัมผัสได้ทั้งอารมณ์จากความหนาวเย็นจากทะเลหมอก กับ ตำแหน่งการมองที่ทำให้เหมือนตัวเองกำลังได้ชมทะเลหมอกจากยอดเขา
วิธีการสร้างฉากหน้านั้น ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะให้พื้นที่ของฉากหน้ามีมากจนเกินไป ขอให้เป็นเพียงส่วนน้อยของภาพเท่านั้น เพราะอย่างไรเสียเราก็ต้องให้พื้นที่ของจุดเด่นของภาพมากที่สุด ฉากหน้าที่สวยงามไม่อาจจะไม่ต้องการรายละเอียดที่เห็น เด่นชัดมากก็ได้ บางครั้งก็อาจจะทำให้เป็นภาพโครงทึบไปซะเลยจะดีกว่า
Pooh
Comments
7 Responses to “มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 2”







ถ่ายภาพต้องใช้ใจถ่ายจริงๆ นะเนี่ยภาพถึงจะออกมาสวยดังในรูปได้ เก่งจริงๆ
สุดยอดเลย
การถ่ายภาพ Landscape นั้นจะต้องถ่ายภาพด้วยเลนส์มุมกว้าง และจะต้องใช้รูรับแสงแคบๆ เหตุผลก็เพื่อสร้างให้ภาพ Landscape นั้นมีความชัดลึกตลอดทั้งภาพ
ต้องเป็นรูรับแสงกว้าง ๆ หรือเปล่าครับ
^
^
สงสัยข้างบนอ่านมากไปหน่อยเลยมึน
รูรับแสงแคบ คือค่า f มาก ๆ เฮ้อ…
อ่านมากก็ยิ่งเข้าใจมากครับ มึนนิดหน่อย ใช้เวลาย่อยสลายอีกนิด เดี๋ยวจูนติดเอง
สวยมากเลยยยย กำลังหัดเล่นกล้องเหมือนกันครับ
Thanks for your fine view. If I were there, my friend could find me impress with it for long time. Unfortunately, I did not have my chance to do so after being far away from jungle zone for over 20 years. Thanks again. From the old Marine, RTMC