มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 3
December 9, 2008
ในการสร้างมิติของภาพจากเรื่องฉากหน้านั้น บางครั้งเราอาจจะต้องมองถึงเรื่องโทนสีด้วย อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า โทนสีอุ่น (Warm Tone) มีความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ใกล้ตัว ในขณะที่โทนสีเย็น (Cool Tone) ทำให้มี ความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ไกล ในบางครั้งเราไม่อาจจะหลีกเลี่ยงให้พื้นที่ฉากหน้าน้อยๆได้นั้น การมีพื้นที่ฉากหน้ามากๆแต่ มีสีสันไปในโทนสีอุ่น ก็จะช่วยสร้างมิติของภาพได้ดีขึ้นเช่นกัน
ในบางครั้งฉากหน้าก็อยู่ด้านล่างของภาพ ในบางครั้งฉากหน้าก็อยู่ด้านบนของภาพ ในบางครั้งฉากหน้าก็อยู่ตรงมุมๆภาพ
ไม่ว่าฉากหน้าจะอยู่ในส่วนใดๆของภาพ ก็อย่าให้มาบดบังความงามของจุดเด่นในภาพก็แล้วกัน มีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับฉากหน้าอีกนึดนึงก็คือ หากจุดเด่นของเรามีความมั่นคงแข็งแรง เช่นภูเขาหรือทิวเขา ฉากหน้าควรจะมีความ อ่อนไหวก็อาจจะใช้ต้นไม้ใบไม้ที่มีกิ่งก้านเล็กๆหรือต้นไม้ที่มีใบเล็กดูพลิ้วๆ เพื่อลดความแข็งของจุดเด่นในภาพไปบ้าง กับในทางตรงกันข้าม หากเราถ่ายภาพทะเลหมอกซึ่งดูมีความพลิ้วไหว ฉากหน้าก็ควรจะมีความแข็งแรงบ้าง เช่นต้นไม้ หรือเหลี่ยมหน้าผา เพราะจากอารมณ์ที่ขัดแย้งกันจะทำให้ภาพมีความน่าสนใจขึ้น
หมดจากฉากหน้าที่ทำให้ภาพมีระยะใกล้ ก็มาถึงตำแหน่งที่ทำให้ภาพมีระยะกลาง เพื่อเป็นการเชื่อมต่อกับระยะไกล ระยะกลางของภาพ Landscape นี้ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดให้เป็นจุดเด่นของภาพ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าและมี พื้นที่มากกว่าระยะอื่นๆทั้งหมด จุดเด่นของภาพไม่ว่าจะเป็นภูเขา สายหมอก สายน้ำ เราจะต้องหาตำแหน่งที่สวยที่สุดให้ได้ เช่น ถ้าเราต้องการถ่ายภาพทะเลหมอก เราก็ต้องหาตำแหน่งที่สายหมอกนั้นดูแล้วมีความน่าสนใจ อาจจะมีริ้วเมฆที่สวย งามแปลกตากว่าพื้นที่ขาวๆของกลุ่มเมฆหมอก หรือถ้าเป็นสายน้ำก็หาตำแหน่งที่สายน้ำไปกระทบกับโขดหินให้เห็นเส้น สายและทิศทางที่ดูโดดเด่นกว่าเพียงแค่สายน้ำที่ไหลผ่านเป็นเส้นๆที่เหมือนๆกันไปซะทั้งภาพ
ระยะกลางของภาพจะต้องไม่ใช่มาเป็นฉากหลัง เพราะเราจะต้องหาระยะไกลมาเป็นฉากหลังแทน ดังนั้นเพื่อให้ภาพออก มาอย่างสมบูรณ์แบบ ฉากหลังควรจะมีโทนสีเย็น (Cool Tone) ก็เพื่อต้องการให้มีความรู้สึกว่าเหมือนอยู่ไกล เราจึงนิยมเอาท้องฟ้าไว้เป็นฉากหลังหรือระยะไกล เพราะท้องฟ้าเป็นสีโทนเย็น
ระยะไกลนอกจากจะให้มีโทนสีเย็นแล้วยังต้องมีความราบเรียบพอประมาณ ก็คือไม่ต้องให้ราบเรียบเป็นสีเดียวกันทั้งหมด มีลวดลายบ้างเล็กๆน้อยๆ อย่างให้มาบดบังความโดดเด่นของจุดเด่นในภาพก็แล้วกัน หรือถ้าไม่ใช้ท้องฟ้าเป็นสีพื้น เรา อาจจะใช้ต้นไม้เป็นสีพื้นก็ได้ แต่ก็ต้องให้พ้นระยะชัดเพื่อไม่ให้จุดเด่นเราแห้วลงไป
เรื่องการสร้างระยะไกล ระยะกลาง ระยะไกล บางคนก็อาจสรุปว่าเป็นเรื่อง “3ก” กับการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ ก็เรื่อง “ ใกล้ กลาง ไกล” นี่แหละเอาไว้ใช้ถ่ายภาพ Landscape แล้วได้ผลออกมาว่างามแน่ๆ แม้จะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าก็ใช่เลย
การสร้างมิติของภาพนอกจากเรื่อง “3ก” และเรื่องโทนสีแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่พอกล้อมแกล้มเอามาประยุกต์ใช้กับการ ถ่ายภาพ Landscape กันได้บ้างก็คือ “เส้นในจินตนาการ” เทคนิคนี้ใช้เส้นสายเข้ามาเกี่ยว พวกชอบเกาเหลา อาจจะเข้าใจยากซะหน่อย เอาหละไม่ว่ากัน เรามาทำความรู้จักกับเส้นสายที่ทำให้ภาพเกิดมีมิติได้อย่างไรกัน เรื่องเส้นที่นิยมใช้กันมากๆเลยเห็นจะไม่พ้นเรื่อง “เส้นนำสายตา” เรามักจะได้ยินเค้าพูดกันบ่อยๆถึงเรื่องเส้นนำสายตา เส้นนี้นำสายตาไปหาอะไรหรือ..? เส้นนี้เป็นเส้นตรง..เส้นโค้ง..เส้นสั้น..เส้นยาว.. เป็นเส้นอะไรก็ได้ขอ ให้เห็นเป็นเส้นก็แล้วกัน แล้วเส้นที่ว่านี้มันจะอยู่ในภาพ Landscape ได้อย่างไรกันหละ ?
หากเราจะพูดถึงเส้นในจินตนาการจริงๆก็คงเป็นเรื่องจินตนาการที่ไม่สามารถมองเห็นจากภาพได้ แต่ในที่นี้เราแสดงให้ เห็นกันจะจะเลย ก็ขอเรียกว่าเอาวิธีการนี้มาใช้เพียงบางส่วนเท่านั้น เส้นในภาพวิวทิวทัศน์ เกิดจากความลงตัว ของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งจากที่มนุษย์ทำให้เกิด (ส่วนใหญ่จะเป็นเช่นนั้น) หรือธรรมชาติ เป็นผู้สร้าง (หายากมากๆ) เส้นที่ว่านี่ส่วนใหญ่นิยมเป็นเส้นที่ไม่ขนานกัน โดยให้จุดเริ่มต้นของเส้นสองเส้นที่ห่างกัน จากนั้นก็จะเริ่มบรรจบกันในบั่นปลาย เส้นสองเส้นหรือเส้นเดียวที่นำมาเข้าฉากนี้ จะเป็นเส้นตรง หรือเส้นโค้งก็ได้ เพียง แค่ให้ความรู้สึกว่าเส้นๆนั้นกำลังพุ่งออกจากตัวเราไปสู่จุดหมายที่ดูเหมือนอยู่ไกล แล้วจุดหมายที่เส้นนั้นพุ่งเข้าไปหา จะ ต้องเป็นจุดเด่นของภาพด้วย เพราะเส้นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของภาพ จุดเด่นของภาพจะอยู่ที่ปลายเส้น หากเส้นนั้น พุ่งไปสู่จุดหมายที่ไม่ใช่จุดเด่นของภาพแล้ว จะเรียกว่านำสายตาได้อย่างไรกัน เพราะไม่รู้ว่าจะนำสายตาไปไหน ? ร่ายมาซะยาวยกตัวอย่างดีกว่า
เอาง่ายๆเลย เส้นที่มนุษย์สร้างขึ้นนี่แหละ ถนนหนทางที่พุ่งออกจากตัวเราไปสู่จุดหมาย และจุดหมายนั้นก็คือต้นซากุระที่ ออกดอกสีชมพูบานสะพรั่ง หรืออาจจะเป็นทุ่นที่เค้าวางเอาไว้ให้นักดำน้ำระวังไว้อย่าให้ลอยออกนอกเส้นทาง ถ้าเราเอาทุ่น เป็นเส้นนำสายตาพุ่งจากตัวเราออกไป จุดหมายของเราก็น่าจะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กำลังลอยตุ๊บป่องๆด้วยเสื้อชูชีพสีสดใส หรือไม่ก็อาจจะเป็นกลุ่มเรือยางสีมันส์ๆ ยกตัวอย่างแค่นี้พอเห็นภาพกันบ้างหรือยังเนี่ย ?
เส้นสายที่ว่านี้ถ้าต้องการความรุนแรง ตำแหน่งของเส้นจะพุ่งออกจากขอบภาพตรงกลางภาพ จะเป็นขอบบนหรือขอบล่าง ก็ได้ แต่ไม่ค่อยนิยมเส้นที่พุ่งมาจากขอบซ้ายหรือขวา (เพราะดูยังไงก็ไม่พุ่งเท่าไหร่) และนิยมใช้เส้นตรง แต่ถ้าต้อง การความอ่อนหวานของภาพ เส้นจะพุ่งมาจากใกล้ๆมุมภาพ จะเป็นเส้นตรงหรือเส้นโค้งก็ได้ และพยายามอย่าให้เส้นที่พุ่ง ออกมาจากมุมภาพหนึ่งไปอีกมุมภาพหนึ่ง เพราะดูแล้วจะเป็นการแบ่งภาพออกเป็นสองส่วน ทำให้ขาดมิติของภาพไปซะ เฉยๆเลย
คราวนี้ก็ว่ากันด้วยเรื่องมุมมองกันล้วนๆอีกเช่นกัน ก็หวังว่าจากเรื่องราวการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์นี้ จะมีส่วนทำให้พวกเราเกิดมุมมองใหม่ๆขึ้นมาบ้าง จากหลักเกณฑ์ดังที่กล่าวมาแล้ว หากเราได้ออกไปถ่ายภาพกันตามแบบฉบับอย่างสม่ำเสมอ สักวันพวกเราบางคนจะต้องมีมุมมองที่หลุดจากกฎเกณฑ์เหล่านี้ไปบ้าง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่า ยินดียิ่งนัก เพราะภาพที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม บางครั้งก็อาจจะไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อไหนเลย
Pooh
Comments
One Response to “มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 3”







…แวะมาอ่านบ่อยๆอยู่ครับ จะได้จำ….ปัญหาของผมคือ ยังหาจุดเด่น และ เรืองราวใส่ไปในภาพนี่แหละครับ ครู!……..ขอจำไว้เป็นแนวทางครับ!…