รู้เฟื่องเรื่อง แสงแฟร์ (Lens Flare)
July 8, 2009
เมื่อวันก่อนมีน้องคนถึงส่ง mail มาถามผมด้วยความสงสัยว่า Lens Flare หรือแสงแฟร์ คืออะไร ซึ่งความหมายผมก็พอรู้อยู่บ้าง หน้าตา Flare เป็นยังไงก็รู้ ส่งผลยังไงต่อภาพก็รู้ เกิดเมื่อไหร่ก็รู้ แต่ไปมาๆมาตกม้าตายตอนพยายามจะอธิบายเป็นวิชาการนี่แหละ ก็เลยเป็นสาเหตุให้ผมต้องใช้เวลาออกตระเวนท่องไปตาม web ต่างประเทศต่างๆ เพื่อหาความรู้ในเรื่อง Lens Flare มาบรรจุในสมองน้อยๆ ของผมซักหน่อย คราวนี้เลยหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่าให้สมาชิกได้อ่านกันครับ
![]() |
แสงแฟร์ หรือ Lens Flare คืออะไร
Lens Flare หรือบางคนเรียกว่า Glare บางคนเรียกว่า sunspot คือสิ่งที่คนถ่ายภาพทุกคนต้องเคยพบเคยเจออย่างน้อยๆ ก็ครั้งหนึ่งในชีวิตการถ่ายภาพ เกิดจากการที่แสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่มีความเข้มมากๆ (แสงในที่นี้ไม่ได้มาจากการสะท้อนผ่านวัตถุ จึงไม่ทำให้เกิดภาพ) เช่น ดวงอาทิตย์ หลอดไฟ โดยเมื่อแสงนี้วิ่งเข้าเลนส์ในมุมที่พอเหมาะก็จะเกิดการสะท้อนไปมาในชิ้นเลนส์ จนสุดท้ายไปตกกระทบกับ sensor รับภาพของกล้อง จะมีผลทำให้ภาพเกิดเป็นวงแสงตามรูปร่างของไดอะแฟรมของเลนส์ บางที่ก็เป็น 6เหลี่ยม บางทีก็เกือบเป็นวงกลม ทั้งยังมีผลให้ภาพเกิดความเปรียบต่างต่ำขึ้นด้วย คนไทยเราเรียกทับศัพท์แสงนี้ว่า แสงแฟร์
![]() |
แต่ก็มี flare อีกประเภทหนึ่งที่เรียกกันว่า Ghost เจ้า Ghost ตัวนี้จะเหมือนกับ Flare เลย จะต่างกันก็ตรงรูปร่าง ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Flare จะเกิดเป็นภาพของไดอะแฟรมรูรับแสงของเลนส์ แต่ถ้าเป็น Ghost จะเกิดเป็นรูปร่างของแหล่งกำเินิดแสงนั้นๆแทนครับ
![]() |
| ภาพนี้ถ่ายตอนเย็นซึ่งพระอาทิตย์คล้อยต่ำ จนแสงจากดวงอาทิตย์วิ่งเข้าเลนส์ได้มุมที่ทำให้เกิดแสงแฟร์ ซึ่งมีผลทำให้ภาพเกิดความเปรียบต่างต่ำและเกิดวงกลมแสงขึ้น |
Lens Flare กับ เลนส์กล้อง
เลนส์กล้องส่วนใหญ่จะมีการเคลือบสารป้องกันการสะท้อนของแสงภายในเลนส์อยู่แล้วเพื่อลดการเกิด Flare จากที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า แสงแฟร์ เกิดจากการสะท้อนของแสงจากแหล่งกำเนิดแสงไปมาในตัวชิ้นเลนส์ ทำให้ยิ่งมีชิ้นเลนส์มากเท่าไหร่โอกาสเกิด Flare ก็จะมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้น เลนส์เทเลโฟโต้ หรือเลนส์ซูมที่มีชิ้นเลนส์มากๆก็มักจะเกิด Flare ง่ายกว่าเลนส์ประเภทอื่นๆ ส่วนเลนส์ Fix หรือที่เรียกว่า Prime lens นั้นมีชิ้นของเลนส์น้อยก็จะมีโอกาสเกิด Flare น้อยลงด้วยและในกรณีของเลนส์มุมกว้างหรือ Wide angel lens นั้นจะมีการออกแบบเพื่อป้องกัน Flare ได้ดีกว่า สาเหตุก็เพราะเลนส์ประเภทนี้จะถ่ายกว้างมากทำให้โอกาสที่แสงจะเข้ามาทำให้เกิด Flare ง่ายกว่า ทางผู้ผลิตก็เลยต้องพิถีพิถันในการออกแบบและเคลือบชิ้นเลนส์มากยิ่งขึ้น ยังไงก็ตามแต่การควบคุม Flare นั้นจะอาศัยแค่การคุณภาพของเลนส์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะไม่ว่าเลนส์จะเคลือบมาดีแค่ไหนตามก็ยังมีโอกาสเกิด Flare ได้อยู่ดี
![]() |
| แม้ว่าจะไม่ได้ถ่ายแสงนั้นโดยตรงก็ตาม แสงจากแหล่งกำเนิดแสงก็ยังสามารถวิ่งเข้าหาเลนส์จนเกิด Flare ได้เช่นกัน กรณีนี้สามารถป้องกันการเกิด Flare ได้โดยการติด Lens Hood |
เลนส์ฮูด (Lens Hood) และ ฟิลเตอร์ (Filter)
การป้องกันการเกิดแสงแฟร์ที่เป็นที่นิยมอย่างหนึ่งก็คือการใช้ Hood โดย Hood จะทำหน้าที่บังหน้าเลนส์โดยให้เกิดเงาที่เลนส์ชิ้นหน้าเพื่อลดปริมาณแสงจากแหล่งกำเนิดแสงที่จะวิ่งมาเข้าเลนส์ โดยที่ตัว Hood จะมีการออกแบบให้มีการสะท้อนแสงออกไปได้ดี
![]() |
| การติด Hood จะช่วยลดการเกิด Flare เพราะไปบังแสงที่วิ่งเข้ามาเลนส์ แต่อย่างไรก็ตามถ้าแสงวิ่งเข้ามาตรงๆ แม้แต่ Hood ก็ช่วยอะไรไม่ได้เช่นกัน |
เลนส์ฮูด หรือ Lens hood นั้นมักจะแถมมากับเลนส์ที่ซื้ออยู่แล้ว แต่ก็มีบางยี่ห้อที่ต้องซื้อต่างหากเอาเองเหมือนกัน และถ้าไม่มีเงินจะซื้อ Hood หรือลืมหยิบติดมือไปถ่ายภาพด้วยหล่ะจะทำยังไง วิธีการง่ายๆ ก็คือการใช้มือยกบังเอานี่แหละ แต่ข้อควรระวังก็คือระวังมือจะติดเข้าไปในภาพ หรือการสั่นไหวของกล้องในกรณีที่ต้องถือกล้องมือเดียวก็อาจทำให้ภาพไม่คมชัดได้ ถ้าอยากประหยัดบางคนก็หาวิธีทำ Hood เอาเองจากแผ่นยางหรือกระดาษก็ว่ากันไป
ส่วนเรื่องของ Filter ติดหน้าเลนส์นั้น ไม่ว่าจะเป็น Filter UV , Skylight ,C-PL หรืออื่นก็ตาม ถ้าเป็น Filter ราคาถูกๆ คุณภาพต่ำ มีการเคลือบผิวเลนส์ไม่ดี ก็มักจะมีผลให้ Flare ที่เกิดมากขึ้นด้วย ดังนั้นการเลือกซื้อ Filter ก็ต้องมองให้ครอบคลุมถึงจุดนี้ด้วย
เทคนิคหลีกเลี่ยงการเกิด Flare,Glare,Sunspot,Ghost
1) ใช้เลนส์ที่มีการเคลือบชิ้นเลนส์แบบพิเศษ แน่นอนว่าเลนส์แบบนี้มักจะเป็นเลนส์ระดับโปร ราคาสูง วิธีนี้ไม่ค่อยแนะนำเพราะสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ อีกทั้งต่อให้เสียเงินค่าเลนส์มากแค่ไหนแสงแฟร์ก็ยังมีโอกาสเกิดได้อยู่ดี เพียงแต่มีโอกาสเิกิดมากน้อยต่างกันเท่านั้นแหละ
2) การใช้ Hood มาติดที่หน้าเลนส์ อย่างที่อธิบายไว้ด้านบนแล้ว ถ้าไม่มี Hood ก็ใช้มือหรือกระดาษบังแสงแทนได้เช่นกัน โดยวัตถุประสงค์ก็คือการให้เกิดเงาปกคลุมหน้าเลนส์ เพราะงั้นจะไปยืนถ่ายในร่มก็ได้เหมือนกัน
3) ขยับเขยื้อนตัว เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งและมุมการถ่ายภาพ ไม่ให้อยู่ในทิศทางที่แสงวิ่งเข้าเลนส์ได้โดยตรง แต่อย่างไรก็ตามอาจมีแสงวิ่งเข้าชิ้นเลนส์จากทางด้านข้างได้เหมือนกัน จึงควรติด Hood เพื่อบังแสงจากด้านข้างไปด้วย
4) ถ้าหลบไม่ได้ ก็ให้หา subject ในภาพมาปิดแหล่งกำเนิดแสงเอาไว้ เช่นอาจจะใช้เสาหรือต้นไม้มาบังแหล่งกำเนิดแสงนั้น
5) ถ้าบังก็ไม่ได้ หลบก็ไม่ได้ หา Subject มาบังก็ไม่ได้ ก็คงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันไป หลายคนหยิบเอา Flare มาช่วยสร้าง Impact ให้ภาพภาพสวยๆหลายๆภาพก็เกิดจากการมี Flare นี่แหละ เพียงแต่ต้องหามุมดีๆ ที่เกิด Flare แล้วทำให้ภาพดูโดดเด่นขึ้น แทนที่จะไปทำลายภาพละกัน แต่ข้อนี้ทำได้ยากหน่อย เพราะแสงเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น การจะไปกะมุมสะท้อนของแสงให้เกิด Flare ในตำแหน่งที่ต้องการนั้นยากมาก ต้องใช้การสุ่มหาเอา นอกจากนั้นความชัดเจน ความเข้มของวง Flare ก็ขึ้นอยู่กับการ Coating ของเลนส์และ Filter ด้วย ถ้าเลนส์ Coat มาดีแล้วละก็แทบจะไม่เห็นวงขึ้นเลยทีเดียว
![]() |
เล่ามาพักใหญ่ อ้างอิงหลักการมากมาย สุดท้ายก็ขอจบเรื่องของ Lens Flare กันเท่านี้ดีกว่า ไว้มีเวลาว่างคราวหน้าจะหาเรื่องอื่นหยิบมาถ่ายทอดให้สมาชิกได้เรียนรู้กันต่อไปครับ
Linglom
Comments
6 Responses to “รู้เฟื่องเรื่อง แสงแฟร์ (Lens Flare)”










ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ นะครับ
ขอบคุณครับ
ได้อ่านคำอธิบายเรื่องแสง ก็ได้เข้าใจมากขึ้นทีเดียวครับ…ทั้งที่รู้ว่าหากทำให้เกิดแสงแฟร์นั้น ไม่เกิดประโยชน์ต่อการถ่ายภาพเลย
แต่หลายๆครั้ง ก็อยากลองให้เกิดประโยชน์ต่อแสงแฟร์สะท้อนเหล่านี้ ในมุมมองใหม่ๆของภาพ ของคนที่ชอบถ่ายภาพเช่นผมเหมือนกันครับ
ผมชอบหามุมสนุกถ่ายแสงแฟร์นี้ให้เกิดแสงสีรุ้งกระจายด้านหลังของภาพถ่าย …ซึ่งก็ได้ในบางครั้ง ที่มีโอกาสฟลุ๊กที่หามุมภาพเจอเหมือนกันที่น้อยครั้งมาก จึงจะพยายามต่อๆไปต้องค้นหาให้พบในมุมภาพเช่นนี้ที่ทำให้ภาพสวยงาม แล้วจะนำเทคนิคการหามุมนี้มาบอกกล่าวกันครับ หากมีเทคนิคเช่นนี้แล้วค้นพบ กรุณาแจ้งเป็นเทคนิคดีๆในการฝึกถ่ายภาพแสงสีรุ้งด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง
ขอบคุณ มากครับ ได้รับความรู้เยอะเลย มันน่าสนใจดีนะครับ เพราะมันเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจและ ตั้งใจ น่าค้นหาดีครับ
ขอบคุณครับได้ความรู้เพิ่มเติมมากมาย
ว่าแต่จะสมัครสมาชิกยังใงอ่ะครับ
สามารถสมัครสมาชิกที่ webboard ของชมรมได้เลยครับ
http://www.focusingclub.net/smf/