การสร้างเรื่องให้ภาพถ่าย
December 28, 2008
“เรื่องจริงไม่อิงนิยาย…จริงๆนะไม่ได้โม้” ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วหละว่าเดี๋ยวนี้ถ่ายภาพมาแล้วให้ใครต่อใครดูก็ต้องถามว่า ภาพนี้ถ่ายภาพมาจริงๆแบบนี้เลยหรือตัดต่ออะไรมา…? นั่นก็เพราะโลกดิจิตอลมักจะไม่มีอะไรจริงเสมอไปแล้วหละมั้ง…? ภาพถ่ายด้วยฟิล์มสมัยก่อนนั้นจะมีคนชมเชยอยู่เสมอว่าฝีมือดี มุมมองดี แสงดี วัดแสงเก่ง รอจังหวะกดชัตเตอร์ได้เหมาะเหม็งมากๆ แต่เดี๋ยวนี้กลับคำกันหมด เอาเป็นว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตามขอภาพให้สุดท้ายที่ออกสู่สายตาสาธารณะชนมีความสวยงามสมบูรณ์ที่สุดก็พอ ไม่ต้องมาวิตกกังวลในเรื่องของวิธีการทำภาพกันมากนัก ที่ร่ายมาตั้งแต่ต้นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกันกับเรื่องที่จะมาเล่าฟังกันในฉบับนี้เลย เพียงแต่พอได้ยินได้ฟังมาแบบนี้ก็เกิดแนวคิดในใจว่า ถ้าเราไม่ต้องการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความสมบูรณ์ เราจะมีวิธีการถ่ายภาพได้อย่างไรกัน..? ในคราวนี้จึงมาว่ากันในเรื่องของการหาเรื่องให้กับภาพถ่าย จะหาเรื่องกันแบบไหนอย่างไรนั้นมาดูกันเลยดีกว่า
เคยถ่ายภาพวิวทัศน์ธรรมดาๆมาหลายๆภาพ แนวคิดการถ่ายภาพวิวทิวทัศน์ก็จะต้องเน้นวิวทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว ครั้นจะให้มีสิ่งมีชีวิตจำพวกคน สัตว์ สิ่งของ เข้ามาปะปนบ้างนั้นเห็นถ้าจะไม่มีทาง หลบได้เป็นหลบหลีกได้เป็นหลีก ก็เราจะถ่ายภาพวิวทิวทัศน์หนิ… จะเอาสิ่งอื่นมาแปลกปลอมทำไมหละ…? แต่เมื่อเราเอาภาพเหล่านี้มาดูหลายๆครั้งจะเห็นว่าเป็นภาพที่สวยผ่านไม่ได้สวยพิศเลย เพราะภาพวิวทิวทัศน์บางภาพสวยด้วยสีสัน บางภาพสวยด้วยบรรยากาศ บางภาพสวยด้วยความแปลกประหลาด ดูครั้งแรกก็ตื่นตาตื่นใจพอดูไปซักพักก็เบื่อ แล้วก็ไปหาสถานที่อื่นถ่ายภาพกันใหม่ พอไปถ่ายภาพในรูปแบบเดิมๆบ่อยๆก็เริ่มจะหมดมุก ตอนถ่ายภาพก็สนุกหละ…ตอนมาดูภาพก็สวยดีหละ… พอดูแล้วก็เก็บขึ้นหิ้งไปไม่เคยคิดจะกลับมาดูอีก นี่แหละที่เค้าเรียกว่าสวยผ่าน เพราะอะไรหรือ…? นั่นก็เพราะว่าภาพเราเป็นภาพตาย คือดูแล้วก็ตาย… ใครตาย..? ไม่มีใครตายหรอกแต่ภาพมันดูแล้วจบๆไปไม่มีจะสะดุดหัวใจให้หวนลับมาดูอีก หรือไม่ก็มีความประทับใจแต่ไม่ประทับจิต ตอนถ่ายคิดๆแทบตาย พอถ่ายภาพมาตายทุกทีซิน่า… พอถ่ายภาพตายแบบนี้บ่อยๆคนถ่ายภาพก็จะเหี่ยวเฉาแห้งตายเลิกถ่ายภาพไปก็เยอะ
เราจะสร้างภาพวิวทิวทัศน์หรือภาพสถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่ให้เป็นภาพที่ตายได้อย่างไรกัน…? ภาพถ่ายจะต้องแสดงให้เห็นถึง ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร …? ภาพเหล่านี้นอกจากสวยด้วยแสง งามด้วยองค์ประกอบศิลป์ ก็ต้องมีเรื่องราวในภาพด้วย เรื่องราวเป็นอย่างไรหรือ…? ต้องมาดูกันก่อนว่าทำไมเรามักจะติดตามดูหนังดูละครเฉพาะเรื่องที่เราชื่นชอบ นางเอกสวยพระเองหล่อหรือ…? ถ้าใช่ก็น่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่รักชอบไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเพราะหนังหรือละครเรื่องนั้นมีเรื่องราวที่น่าติดตามหละก็ใช่เลยนั่นก็เหมือนกับว่าทำไมเราถึงต้องสร้างความทรงจำให้กับภาพถ่ายด้วยเรื่องราว ไปเที่ยวโบราณสถานเก่าแก่อย่างนครวัดนครทมถึงประเทศเขมร ถ่ายภาพมาดูมากมายทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นภาพสถาปัตยกรรมล้วนๆ หาได้ใส่เรื่องราวอะไรมาเลย ใครที่มาดูก็มักจะถามว่าสถานที่นี้ใหญ่โตแค่ไหน อ้าว..! ไม่มีมนุษย์ซักรายแล้วจะเอาอะไรมาเล่าเรื่องหละว่าสถานที่นี้ใหญ่แค่ไหนกัน พอพลิกภาพดูไปดูมาไหงคล้ายๆกับที่อยุธยาซะหละ… กรรมหละซิไปซะไกลถึงต่างชาติกลับมองแค่เป็นต่างจังหวัดซะได้ นั่นเพราะภาพไม่ได้เล่าเรื่องราวที่มีความแตกต่างระหว่างนครวัดกับอยุธยาให้เห็น ภาพเมืองนอกก็ดูเป็นเพียงบ้านนอกแบบนี้นี่เอง
ความเหมาะสมของเรื่องราวเกิดจากตัวแสดงในฉากนั้นมีความเกี่ยวข้องที่ลงตัว สมบูรณ์ ถูกที่ถูกเวลา เราจะไม่คุยในเรื่องราวที่เหนือจริงเพราะนั่นเป็นจิตนาการของแต่ละคน แต่เราจะมาคุยกันถึงเรื่องราวที่เราสามารถรอได้ เราสามารถจัดได้ และเราสามารถคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในที่แห่งนี้ได้ ในหลายๆครั้งที่เราไปถ่ายภาพมีบางมุมมองที่เราเห็นว่าถ้าจุดนี้ตำแหน่งนี้มีคนเดินมาผ่าน มีพระเดินผ่านมา แสงลงตรงนี้ ภาพที่ได้จะมีความสวยงามสมบูรณ์มากกว่าภาพที่เราถ่ายมาเฉพาะสถานที่นั้นเพียงอย่างเดียว ถ้าเราสามารถคิดได้แบบนี้แล้ว ก็ต้องมาดูความเป็นไปได้ต่อว่าจุดนี้ตำแหน่งนี้ที่เราอยากให้มีเรื่องราวนั้นมีความเป็นไปได้เช่นไร ถ้าพอจะเป็นไปได้ เช่น “ที่ตรงนี้มีพระเดินผ่านจะสวยมาก” หากบริเวณนั้นเป็นเขตวัดวาอารามก็แสดงว่าภาพนี้มีความเป็นไปได้ แต่ถ้ารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอแล้วยังไม่มีเหตุการณ์ที่อยากได้นี้เกิดขึ้นหละ คงต้องแสดงตัวเป็นผู้กำกับซะเองแล้วมั่งด้วยการไปนิมนต์พระมาเข้าฉาก แบบนี้รับรองได้ว่าจะได้ภาพที่ลงตัวเหมาะเหม็งที่สุด เพราะเราสามารถเลือกถ่ายภาพได้มากหมายหลากหลายมุมมอง นี่คือวิธีการง่ายๆที่เราจะสร้างเรื่องให้กับภาพถ่ายได้
จากที่ยกตัวอย่างมาแล้วจะเห็นว่าการสร้างเรื่องให้ภาพถ่ายนั้นสามารถทำได้หลายอย่าง อย่างแรกที่เราทำกันก็คือ “รอ” เฝ้ารอในจุดในตำแหน่งที่เราคิดว่าจะเกิดเรื่องราวที่ต้องการกับใจเราคือ หากรอไม่ได้ก็ “จัดฉาก” เป็นการจัดให้เกิดเรื่องราวอย่างที่ใจต้องการ วิธีการนี้ต้องมาพร้อมกับการลงทุนบ้างจะน้อยจะมากก็แล้วแต่จะตกลงกัน แต่ถ้าไม่มีความอดทนรอและไม่มีทุนทรัพย์พอในการจัดฉากก็ต้อง “ฉับพลัน” กันหละ… วิธีการนี้พอเห็นภาพที่จังหวะดีลงตัว ก็ถ่ายภาพได้เลย แต่ว่าเราจะต้องมีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพมากๆด้วยไม่งั้นมัวแต่ชักช้าร่ำไรก็มีแต่อดหละซิ… บอกแค่นี้บางคนมีเคืองเพราะที่ว่ามานี้ลองมาหมดแล้ว แต่ทำไมภาพมันไม่โดนซะที…? ลงรายละเอียดกันหน่อยดีไหม๊..?
“รอ” แบบมีความสวยและมีความหวังทำอย่างไร…? คำถามแรกเลยเราจะรอกันที่ไหนหละ..? เรื่องสถานที่มีส่วนสำคัญมากเพราะสิ่งที่เรารอจะเป็นเพียงส่วนเติมเต็มให้ภาพดูสะดุดตาน่าสนใจขึ้นเท่านั้น สิ่งที่เราจะถ่ายภาพเป็นหลักนั้นจะต้องมีความสวยงามทั้งแสงและองค์ประกอบภาพ หากเราต้องการถ่ายภาพสถาปัตยกรรมก็ต้องใช้แสงเฉียงด้านข้าง จะเอาอะไรมาเป็นองค์ประกอบในภาพบ้างหละ..? จะเอาอะไรมาเป็นฉากหน้าฉากหลังบ้างหละ…? เมื่อเราคิดได้แบบนี้แล้วรอเพื่อสร้างเรื่องราวจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ภาพถ่ายของเราไม่เหมือนใครและสะดุดตากว่าใคร วิธีการจัดการกับอุปกรณ์กับภาพลักษณะนี้เราสามารถโฟกัสภาพ วัดแสง และจัดองค์ประกอบได้เลย ถ้าจะให้ดีจริงๆก็ตั้งขาตั้งกล้องรอกันเลย มาเมื่อไหร่ก็กดชัตเตอร์ได้ทัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องคาดเดาว่าสิ่งที่เรารอจะต้องมามาจุดนัดพบตรงไหน เพื่อเราจะได้โฟกัสภาพรอไว้ เมื่อเราโฟกัสภาพด้วยระบบ Auto Focus เรียบร้อยก็อย่าลืมปรับปุ่มโฟกัสมาที่ Manual Focus ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ตำแหน่งโฟกัสภาพเคลื่อนเมื่อเรากดชัตเตอร์ หากเป็นการรอถ่ายภาพสิ่งที่มีความเคลื่อนไหวมากแล้วต้องการให้หยุดนิ่งก็อย่าลืมเช็คความเร็วชัตเตอร์ด้วยว่าพอหรือไม่กับการจัดสิ่งนั้นให้หยุดนิ่งได้ตามที่ในเราต้องการ
“จัดฉาก” เป็นผลต่อเนื่องจากการรอ เพราะบางครั้งเราไม่สามารถรอแสงได้ ส่วนในเรื่องของสถานที่หรือมุมมองก็เหมือนๆกันกับการรอ เพียงแต่การจัดฉากเราสามารถกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ดีกว่าการรอ และถ้าสถานที่นั้นมีความสวยงามน่าสนใจก็สามารถกลับไปจัดฉากกันได้บ่อยๆ จนเรามักจะเห็นภาพในรูปแบบนี้เสมอๆในบางมุมมองบางสถานที่ แต่ถ้าจะให้ดีเราควรหามุมมองและสถานที่ของเราหาเองเพราะนั่นจะทำให้เราโดดเด่นด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้นในเรื่องของการจัดฉากภาพที่ได้จะมีความสมบูรณ์ในเรื่องของแสง ในเรื่องขององค์ประกอบศิลปะ และในเรื่องของเรื่องราว เพราะเราจะมีความพิถีพิถันในการจัดเรื่องราวในภาพ ภาพที่ได้จึงดูสมบูรณ์และลงตัวกว่าการรอเยอะ การจัดฉากจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงความถูกต้องด้วย หากจัดแล้วมีความผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงมากก็จะถูกจับได้ว่าภาพนี้ไม่เป็นธรรมชาติดูแล้วแข็งกระด้างเกินงาม หากเราจะเปรียบเทียบการจัดฉากกับการวาดภาพก็ย่อมใกล้เคียงกัน เพราะจินตนาการกับความถูกต้องจะถูกจัดเรียงกันไว้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เป็นสัดส่วนที่สมบูรณ์ ภาพในลักษณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการจัดวางจุดเด่นของภาพและจุดรองของภาพ ให้มีการเล่าเรื่องกันได้อย่างสมบูรณ์ มีความเป็นเอกภาพไม่กระจัดกระจายภาพบางภาพจะเห็นว่าเมื่อมีการจัดถ่ายภาพกันผิดจากความเป็นจริงมาก ทำให้ภาพดูเลอะไปหมด อะไรเป็นจุดเด่น..? อะไรเป็นจุดรอง..? หาไม่ได้เลย ดังนั้นการจัดฉากจึงไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันง่ายๆกับทุกๆสถานที่และทุกๆช่วงเวลา สำหรับเรื่องของการจัดการอุปกรณ์ถ่ายภาพนั้นจะง่ายการว่ารอเยอะ เพราะเราสามารถวัดแสง โฟกัสภาพ และดูรายละเอียดในเรื่องของความชัดลึกได้ง่าย ทั้งหมดนี้คงไม่ต่างจากการจัดฉากถ่ายหนังถ่ายละครเท่าไหร่เลย
“ฉับพลัน” หรือบางคนอาจจะเรียกว่าฟลุ๊คนั่นแหละ วิธีการนี้จะว่ามากะดวงก็ไม่ผิด หากสถานที่และช่วงเวลาลงตัว ประกอบกับมีเรื่องราวเข้ามาพอดี แล้วเราสามารถเก็บภาพได้ทัน ก็จะได้ภาพที่มีความเป็นธรรมชาติสูงมากๆ ดังนั้นภาพในลักษณะนี้ผู้ถ่ายภาพจะต้องมีความชำนาญในการใช้อุปกรณ์มากๆ เพราะความฉับพลันทันด่วนนี่เองที่ทำให้เราต้องรีบกดชัตเตอร์ จนบางครั้งลืมไปว่าชดเชยแสงอะไรไว้..? โฟกัสภาพหลุดหรือเปล่า..? ลืมดูไปว่าเส้นขอบฟ้าเอียงไปหรือเปล่า ..? ผลของภาพในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ดูเหมือนเป็นภาพบันทึกธรรมดาๆซะมากกว่า เพราะมันไม่ลงตัวในเรื่องของทิศทางแสงแสง หรือมีมุมมองที่ไม่เฉียบขาดพอ หรือในบางครั้งภาพก็มีความสั่นไหวเพราะเราไม่ได้ระวังพอ หรือมีอะไรขาดๆเกินๆในภาพไปบ้าง การหวังผลของภาพด้วยวิธีฉับพลันแบบนี้จึงทำได้อยาก แต่เท่าที่เห็นพวกนักถ่ายภาพใหม่ๆมักจะใช้วิธีการแบบนี้มากกว่าไม่ยังกระมิดกระเมี้ยนในการจัดฉาก จนบางคนก็ถึงกับท้อไปเหมือนกันเมื่อต้องถ่ายภาพในแนวนี้
เป็นอย่างไรกันบ้างกับแนวคิดในการสร้างเรื่องราวให้กับภาพถ่าย อยากจะบอกพวกเราซะหน่อยว่าตราบใดที่เรายังชอบดูหนังดูละครกันอยู่ ก็อย่าปฏิเสธหรือรังเกียจการจัดฉากถ่ายภาพเลย กลับกลายเป็นว่าการจัดฉากถ่ายภาพที่สมบูรณ์ก็จะได้ภาพที่สวยทั้งรูปแบบ สวยทั้งแสง สวยทั้งองค์ประกอบศิลป์ และถูกต้องตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังทำให้เราได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆที่เราไปจัดฉากนั้นควบคู่ไปกับการถ่ายภาพและคิดว่าทริปถ่ายภาพของเราต่อไปจะไม่น่าเบื่อซ้ำซากจำเจกันอีกต่อไป
Pooh
Comments
5 Responses to “การสร้างเรื่องให้ภาพถ่าย”













ถ้ามีข้อมูลบอกว่าแต่ละภาพวัดแสงบริเวณไหน แบบไหน เพราะอะไร
น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่นะครับ
แหะๆ
.
.
.
^.^ (มากไปแล้วนะเรา)
ฝึกฝน
ฝึกฝน
ฝึกฝน
ขอบคุณมากครับ
เป็นบทความที่มีประโยชน์ต่อมือใหม่อย่างพวกเรามากครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆแบบนี้ ขอบคุณครับ
เป็นบทความที่ดีมากเลยครับ ขอบคุณมากครับ