สีสันแห่งธรรมชาติ Colour of Nature ตอน 2
November 6, 2008
การวางโทนสีตัดกันหรือสีตรงกันข้ามกัน ก็เป็นการวางโทนสีอีกลักษณะหนึ่งในการสร้างความโดดเด่นให้ภาพ ในบางครั้งเราถ่ายภาพธรรมชาติที่มีแสงแบนเท่าๆกันทั้งหมด แสงในลักษณะนี้ไม่อาจจะสร้างมิติของภาพได้ แม้ว่าเราจะพยายามใช้เรื่องเส้นหรือเรื่องความชัดลึกมาช่วยแล้วก็ตาม ภาพธรรมชาตินั้นก็ยังคงขาดมิติของภาพอยู่ดี แต่ถ้าเราลองหันมาใช้การวางโทนสีตรงกันข้ามกันเพื่อให้ได้ภาพที่มีโทนสีตัดกัน ก็เป็นการสร้างจุดเด่นของภาพให้แยกจากสีพื้นหรือจากฉากหลังได้เป็นอย่างดี เช่นที่ภูกระดึงยามที่ใบเมเปิ้ลสีแดงร่วงหล่น หากเราต้องการสร้างความโดดเด่นให้กับใบเมเปิ้ลสีแดง ฉากหลังหรือสีพื้นของใบเมเปิ้ลควรจะมีสีตรงกันข้ามกันก็คือสีเขียว แม้ว่าสภาพแสงจะยังคงเท่าๆกัน ก็ทำให้ดูเหมือนกับว่าใบเมเปิ้ลลอยเด่นออกมาได้ในความรู้สึกที่ได้เห็น
ในบางครั้งที่เราไปถ่ายภาพดอกซากุระสีชมพูเต็มต้น ทำไมเราถึงต้องให้ฉากหลังมีสีของท้องฟ้าน้ำเงินเข้ม แล้วเราลองใช้ฉากหลังเป็นดอกซากุระสีชมพูสดๆไม่ได้หรือ…? จากประสบการณ์ที่ได้ถ่ายภาพดอกซากุระมากมายนั้น การให้ฉากหลังเป็นพื้นท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มเป็นการสร้างความรู้สึกให้ภาพมีมิติของความลึกได้ดีกว่า เพราะดอกซากุระมีโทนสีอุ่นในขณะที่ท้องฟ้าสีน้ำเงินมีโทนสีเย็น อีกทั้งสีชมพูกับสีฟ้าก็เป็นสีในโทนตรงกันข้ามกัน ภาพที่ถ่ายมาในลักษณะนี้จึงมีความสวยงามโดดเด่นมากกว่าการให้ฉากหลังเป็นดอกซากุระสีชมพูด้วยกัน เพราะดูแล้วมันจะกลมกลืนกันด้วยโทนสีเดียวกันจนหาความโดดเด่นไม่ได้
อีกวิธีหนึ่งหากเราหาโทนสีที่ตรงกันข้ามกันไม่ได้ การหาพื้นหลังที่มีสีเข้มๆก็มีส่วนช่วยทำให้สีของธรรมชาติดูโดดเด่นขึ้นได้เช่นกัน เพียงแต่ความความสะดุดตาในเรื่องของสีสันจะหายไปบ้าง เพราะมีเพียงจุดเด่นเท่านั้นที่มีสีสันแต่ฉากหลังกับดูมืดๆดำๆ ภาพในลักษณะนี้จึงดูเหมือนสวยเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็จะเลยให้ผ่านไปโดยปราศจากความทรงจำ มาถึงอีกเรื่องหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้เลยกับการถ่ายภาพทุกประเภทก็คือ “การวัดแสง” ภาพธรรมชาติแบบนี้ส่วนใหญ่เรานิยมวัดแสงด้วยระบบเฉลี่ยมากกว่าระบบเฉพาะจุด สีสันของธรรมชาตินั้นเราต้องการให้มีสีสันที่สดใสแสบสันสะใจ การวัดแสงก็มีส่วนช่วยทำให้สีสันของภาพนั้นเข้มข้นในแบบฉบับที่เราต้องการ ดังนั้นนักถ่ายภาพส่วนใหญ่จะมักจะวัดแสงแล้วตั้งให้ Under ลงจากค่าแสงที่ถูกต้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องนี้ยังคงใช้หลักการสะท้อนแสงเข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเมื่อเราหาค่าแสงที่ถูกต้องได้แล้วก็ให้เราปรับให้ Under ลงอีกก็เท่านั้นเอง
เทคนิคการวัดแสงให้ Under แบบนี้ใช้ได้ทั้งการถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์และการถ่ายภาพด้วยกล้อง Digital ถ่ายภาพโดยให้แสง Under ลงอีกเล็กน้อยนั้นจะสร้างความเข้มและความอิ่มตัวของสีสันให้มากขึ้น โดยเฉพาะภาพในลักษณะที่ได้รับแสงสว่างมากๆ สีสันของธรรมชาติจะซีดจางลง หากเราวัดแสงพอดีแล้วสีสันจะไม่เข้มข้นตามใจที่เราต้องการ การวัดแสงให้ Under เพียงครึ่งหรือหนึ่ง Stop ก็เพียงพอแล้วกับการทำให้สีของภาพเข้มข้นขึ้น ถ้ามีโอกาสได้ถ่ายภาพในสภาพแสงมากๆ การถ่ายภาพย้อนแสงก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ช่วยทำให้สีสันของธรรมชาติดูสดใสมากขึ้น โดยเฉพาะใบไม้ส่วนใหญ่จะโปร่งแสงเมื่อถ่ายภาพย้อนแสงเราจะเห็นสีของใบไม้ที่สวยสดงดงามขึ้น แล้วถ้าวางบนฉากหลังที่มีโทนสีเข้มด้วยแล้วหละก็ ภาพใบไม้โปร่งแสงจะสวยงามโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก การวัดแสงสำหรับการถ่ายภาพย้อนแสงนั้นเราจะเปลี่ยนระบบการวัดแสงแบบเฉลี่ยมาเป็นแบบเฉพาะจุดซึ่งจะสะดวกในการคำนวณค่าแสงมากกว่า เพราะการถ่ายภาพย้อนแสงตรงๆนั้นในบางครั้งเมื่อโดนต้นกำเนิดแสงส่องตรงเข้าหามิเตอร์วัดแสงมากจนทำให้ภาพนั้นอาจจะ Under มากเกินไปได้ หากเราเปลี่ยนมาวัดแสงแบบเฉพาะจุดไปที่พื้นที่ของจุดเด่นโดยตรง จะได้ค่าแสงที่ใกล้เคียงกับความถูกต้องมากที่สุด และในอีกสถานการณ์หนึ่งหากต้นกำเนิดแสงไม่ได้ส่องมาโดยตรงแต่เราให้ฉากหลังนั้นมีสีเข้ม การวัดแสงแบบเฉพาะจุดก็จะช่วยให้เราได้ค่าแสงที่ถูกต้องโดยที่เราไม่จำเป็นต้องชดเชยแสง Under มากนัก ต่างจากการวัดแสงแบบเฉลี่ยหากเจอในลักษณะนี้จะต้องตั้งค่าชดเชยแสงให้ Under มากกว่าปกติ
สีสันแห่งธรรมชาติกำลังรอเราอยู่ หาโอกาสเหมาะๆกับการออกไปเก็บภาพสีสันกันตั้งแต่เดี๋ยวนี้กันเลย ไม่งั้นเราจะต้องรอไปอีกหนึ่งปีเพื่อต้อนรับสีสันความสดใสของธรรมชาติกันอีกครั้ง
Pooh
บทความที่เกี่ยวข้อง:
- สีสันแห่งธรรมชาติ Colour of Nature ตอน 1
- มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 1
- มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 2
- มุมมองศิลปะแห่งภาพวิวทิวทัศน์ ตอน 3
- ดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่ขุนวาง ตอน 1
Comments
Got something to say?




























